
เบนเข็มไปร้องเพลงร็อกเต็มตัวแล้ว สำหรับหนุ่มหล่อจากบ้านเดอะสตาร์ “โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” ที่ตอนนี้ทำศิลปินกลุ่มของตัวเองแล้ว ชื่อ โตโน่แอนด์เดอะดัสต์ ซึ่งเสียงตอบรับจากแฟนเพลงก็ดีไม่น้อยทีเดียว งานนี้ทำเอาเจ้าตัวยิ้มไม่หุบ และฝากขอบคุณแฟนๆ ที่ยังให้การสนับสนุนตลอดมา ถึงจะหันทำไปทำเพลงร็อก แต่โตโน่ก็บอกว่าสามารถกลับไปขึ้นเวทีเดอะสตาร์ร้องเพลงป๊อบได้เหมือนเดิม ส่วนเรื่องหัวใจตอนนี้ เฮียโน่บอกว่ายังโสดสนิท แม้เคยคิดอยากจะมีความรักเหมือนคนอื่นเขาบ้าง แต่สิ่งรอบข้างก็ไม่เอื้ออำนวย รอให้พร้อมกว่านี้และมีคนที่พร้อมจะเข้าใจจริงๆ ดีกว่า

หลังจากบวชเลยผอม? “ใช่ครับ หลังจากบวช ก่อนบวชประมาณ 63-64 ตอนนี้ 62″ ตอนนี้เรามาทำเพลงเป็นศิลปินกลุ่มแล้วเป็นยังไงบ้าง? “หนักครับ คือพอเรามาทำเป็นวงโตโน่แอนด์เดอะดัสต์ เราก็มีงานเพิ่มคืองานในผับ แล้วเราก็ต้องซ้อมหนักกว่าเดิม เพราะว่าเราต้องเล่นเป็นโชว์ ไปครั้งหนึ่งก็ต้อง 12 เพลง ส่วนใหญ่เดอะสตาร์ก็จะเป็นอีกแบบ ร้องในห้าง 3-4 เพลง แต่พอตอนนี้นอกจากเรากลางวันต้องทำงานแล้ว กลางคืนก็ต้องเล่นดนตรี” ตารางโชว์แน่นไหม ? “แน่นมาก เรารับหมดทั่วประเทศ” ถือเป็นเดอะสตาร์คนแรกที่ทำเป็นวง? “ใช่ครับ คือเป็นความตั้งใจของเรา ผมคิดไว้นานแล้วว่าอยากจะทำ คือหลายๆ คนก็มีทางเดินเป็นของตัวเอง แต่เราไม่อยากเหมือนใคร เราคิดไว้แล้ว ซึ่งเดอะสตาร์ก็ไม่ใช่แนวร็อก ส่วนใหญ่ก็แนววาไรตี้ มีเต้น มีป๊อบ แต่เราชอบเพลงนี้ จนสุดท้ายก็ได้ทำ ก็มีการออดิชั่นวง ร่วมซ้อมกันประมาณครึ่งปี”

พอไปทัวร์แล้วกระแสเป็นไง? “กระแสดีมาก ตอนแรกผมกดดัน เรามาทำเป็นวง ไม่รู้ว่าแฟนๆ จะเป็นไง เพราะก่อนหน้าสบายๆ แต่พอปล่อยบ้าคิดถึง รักเธออยู่ดี เพลงประกอบปัญญาชนฯ กระแสตอบรับมันดี เราก็รู้สึกหายเหนื่อย ยอดดาวน์โหลดก็ดี เราก็ดีใจ หายเหนื่อย” เหมือนเรามาทางนี้? “ใช่ครับ คงมาทางนี้ แต่ถ้าให้กลับไปขึ้นคอนเสิร์ตเดอะสตาร์อะไรนี้ ได้นะ” แล้วเราแบ่งเวลาดูแลตัวเองยังไง? “ตอนนี้คิวงานปีนี้ ไม่ว่างสักวันเลย” มีทรุด มีวูบไหม? “ตอนนี้ยัง แต่ต่อไปไม่แน่” เหมือนตอนนี้ บี้ เดอะสตาร์ เขาเฟสๆ ลง? “ไม่ครับ คนละทาง เราคนละทางกัน คือพี่บี้เป็นพี่ที่เราเคารพ รัก เขาก็ไปทางป๊อบ ทางเต้น เรามาทางร็อก คนละทาง” เหมือนไม่มีเวลานอนเลย? “ก็มีประมาณ 4-5 ชั่วโมง คือเราอาศัยเอาถ้าวันไหนงานไม่เช้ามาก ก็ได้นอนนานหน่อย ซึ่งเดี๋ยวรอละครเปิดกล้อง เราก็คุยกันไว้แล้วว่าจะรับงานจ้างน้อยลง เพราะว่าตอนนี้มันเต็ม งานจ้างนี้ก็ทั้งอีเว้นต์ คอนเสิร์ต หมดเลย”

อย่างนี้มันจะกระทบความสัมพันธ์กับเพื่อนในวงไหม? “ไม่ครับ เพราะผมให้ใจ ผมไม่ได้เอาเพื่อนมาเป็นแบ็ก เราอยู่เราซ้อมกัน เมื่อคืนก็ซ้อมจนตีหนึ่ง แต่ผมโอเค อาจจะหนักหน่อย แต่ผมรัก ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก เรื่องเงินจริงๆ นี่ร้องคนเดียวได้เงินเยอะกว่าอีกครับ แต่ว่ามันเป็นทางเดินของผม มันมีความสุข แล้วยิ่งเราได้ช่วยเพื่อน เราที่มีความรักดนตรีเหมือนกันกับเรา ก็ยิ่งรู้สึกดี” แล้วเวลาเราพอหรอ? “ก็ต้องให้ผู้จัดการช่วยครับในการรับงาน เราก็คุยกันถ้าละครเปิดกล้อง งานจ้าง ผับกลางคืน รับเต็มที่ ขอ 2 งานต่อเดือนพอ” แล้วเพื่อนๆ รับได้ไหม ? “รับได้ เพราะอย่างเวลาเราได้พวงมาลัยมาเราก็แบ่ง แต่ถ้าเวลาร้องเพลง เขาให้ทิปผมก็ให้เพื่อนหมด เพราะเรามีเงินจากทางอื่น” ทำงานขนาดนี้ไม่มีเวลาเลย แล้วเรื่องหัวใจล่ะ? “เราก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ เราก็อยากมีแฟน จะมีใครไม่อยากเจอคนที่เรารักแล้วก็รักเรา แต่เมื่อเรามีงานอย่างนี้ เรายังให้ความสุขกับเขา แบบที่เราอยากให้ไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าจะให้ความหวังให้เขารอทำไม ในเมื่อเขามีโอกาสเจอคนที่ดีๆ เราก็ให้เขาเจอดีกว่า” แฟนคลับหวงเราไหม? “ก็มีทั้งหวงทั้งไม่หวง แต่อย่างผมเองคือ ผมรักแฟนคลับก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รักแฟนผม หรือผมมีแฟนก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รักแฟนคลับ” แล้วรักใครแล้วยัง? “ผมมีที่รักนะ แต่ตอนนี้ไม่มี” แสดงว่าเมื่อก่อนมี? “ผมก็ตั้งแต่เข้าวงการมาก็มีคนคุยด้วย แต่เต็มที่ก็ 3-4 เดือนก็เลิก เพราะเราไม่มีเวลาให้ ผู้หญิงเวลามีแฟนก็ต้องอยากกินข้าวกับแฟน อยากดูหนังด้วย อยากอยู่ใกล้ๆ แต่เราไม่มีเวลาให้”

อย่างนี้เราต้องหันมาคบคนในวงการเพื่อจะได้เข้าใจกันไหม? “ไม่เกี่ยวหรอกครับ คุยมาหมดแล้ว ทั้งในทั้งนอก ผู้หญิงเขาก็รู้สึกเหมือนกันหมดครับ คือผมรักเขา ผมก็ต้องอยากมีเวลาให้เขา แต่เมื่อทำไม่ได้เราจะรั้งเขาทำไม ทั้งที่ใจอยากจะรั้งไว้ ซึ่งนั่นเลยต้องหาคนที่เข้าใจจริงๆ แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ” อย่างบางคนจะมองว่าเราลักกี้อินเกมไม่ลักกี้อินเลิฟหรือเปล่า? “ไม่หรอกครับ เพียงแต่ว่าเรายังไม่เจอ ตอนนี้เราไปกำหนดไม่ได้ว่าจะเข้ามาตอนไหน มันคงจะมีสักคนที่เข้าใจ เพียงแต่ตอนนี้ไม่เข้ามา” เรามีวางสเปกไหม? “ไม่มีเลยครับ ขอแค่ผมรักเขา เขารักผมก็มีความสุขแล้ว เพราะเรื่องรวยเรื่องจนเราสามารถหาได้อยู่ได้ หามาเติมเต็ม ไม่ว่าจะลำบากหรือจน ขอแค่คนมันรักกัน มันสู้ไปด้วยกันได้ มันมีความสุขนะครับ คือผมคิดว่าทุกคนมันมีปัญหาหมดแหละ คนรวยคนจนมีปัญหาหมด อยู่ที่เรามากกว่าว่าเราพอใจกับสิ่งที่เรามีกับชีวิตเราแล้วยัง ส่วนผมตอนนี้เราโอเคมาก เพราะเราอยากมีงาน มีเงิน อยากให้แม่สบาย ตอนนี้เลยเหมือนมันทำให้เราสู้ได้ไงครับ เราทนเหนื่อยกับมันได้ แล้วตอนนี้ไม่ได้มีแค่แม่กับน้องนะ แต่มีใครอีกไม่รู้อยู่ข้างหลังเต็มไป ที่เขามีความสุขได้ฟังเพลง ได้ดูละครไปกับเรา”

แล้วความสุขของเราคืออะไร? “ทุกอย่างตอนนี้คือความสุขหมดเลย ได้อยู่กับวง ได้เล่นละคร ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ทำงานผมก็มีความสุขแล้ว เราหาความสุขได้จากสิ่งรอบตัว” แล้วบ้านเป็นไงบ้าง? “ตั้งใจผ่อนให้หมดในปีนี้ ก็เหลือประมาณหนึ่ง” จริงๆ เราตั้งเป้าไว้ไหม? “ไม่ได้ตั้งไว้เลยครับ คือตอนแรกคิดว่าจะหลายปี แต่พอเราได้งานแบบนี้ ก็ไม่อยากเป็นหนี้นาน” ถือว่ามีส่วนไหมว่าอยากปลดบ้านให้หมดเร็วๆ เลยขยันรับงาน? “ถือเป็นแรงผลักดันหนึ่งดีกว่า แต่ในเรื่องของการเลือกงานไม่เคยเลือก เพราะให้เกียรติทางคนดูแล ถ้าพี่บอย-ถกลเกียรติ และผู้จัดการมองว่าผมทำได้ ผมทำ เราเชื่อใจว่าพี่เขาคิดว่าดีใช่ไหม เราก็จะทำงานนี้ให้เต็มที่”.